Thai University RankingsRESEARCH RADAR
มีศักยภาพระดับโลก

สี่ประเทศมีนโยบายกำกับการใช้ยาต้านจุลชีพแล้ว แต่ 16 โรงพยาบาลทำได้เฉลี่ย 72% และการอบรมยังตามหลัง

Four Countries Have Antimicrobial-Stewardship Policies, but 16 Hospitals Average 72% Implementation and Training Lags

การศึกษานี้เชื่อมการประเมินสามระดับ ได้แก่ นโยบายประเทศ ระบบโรงพยาบาล และพฤติกรรมบุคลากร ในอินโดนีเซีย เนปาล ไทย และเวียดนามระหว่างปี 2022–2023 ผู้เข้าร่วมรวม 486 คนจาก 16 โรงพยาบาล ทุกประเทศมีนโยบาย antimicrobial stewardship หรือ AMS แต่เงินสนับสนุน การบังคับใช้ การอบรม การใช้ข้อมูลจุลชีววิทยา และการประสานข้ามโครงการยังไม่สม่ำเสมอ โรงพยาบาลได้คะแนน G-ASET เฉลี่ย 72% โดยหมวดติดตามและรายงานสูงสุด 75% และหมวดอบรมต่ำสุด 66% โรงพยาบาลไทยสองแห่งได้ 81.3% และ 80.6% แต่หมวดอบรมได้เพียง 50% ทั้งคู่ ผลจึงชี้ช่องว่างเชิงระบบที่แก้ได้ แต่ไม่ใช่การทดลองที่พิสูจน์ว่ามาตรการใดลดการใช้ยาปฏิชีวนะ เชื้อดื้อยา หรือการเสียชีวิต

01

ข้อค้นพบสำคัญ

  • ทั้ง 4 ประเทศมีนโยบาย AMS ระดับชาติ แต่มีเพียงอินโดนีเซียและเนปาลที่ระบุกลไกเงินสนับสนุนในกรอบที่ประเมิน ขณะที่ไทยและเวียดนามไม่พบกลไกเงินรวมในนโยบายปี 2023 ช่องว่างร่วมคือแนวทางสำหรับปฐมภูมิ การเชื่อมโครงการ การอบรม การบังคับจ่ายยาตามใบสั่ง การติดตามยาขาด และการใช้ข้อมูลเพื่อ feedback
  • โรงพยาบาล 16 แห่งได้ G-ASET เฉลี่ย 241/335 หรือ 72% หมวดติดตาม เฝ้าระวัง และรายงานสูงสุด 56/75 หรือ 75% ส่วนการอบรมต่ำสุด 17/25 หรือ 66% ห้องแล็บจุลชีววิทยา 24 ชั่วโมงมีใน 14/16 แห่ง ข้อมูล AMU/AMR อิเล็กทรอนิกส์มีใน 15/16 แห่ง แต่ระบบสารสนเทศช่วยตัดสินใจมีเพียง 5/16 แห่ง
  • โรงพยาบาลไทยสองแห่งได้ 272.5/335 หรือ 81.3% และ 270/335 หรือ 80.6% แต่หมวดอบรมได้ 50% ทั้งคู่ ส่วนผู้ตอบ KAP ทั้งเครือข่าย 117/292 คนหรือ 40% มองว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น และผู้สั่งยาเพียง 79/161 คนหรือ 49% นำความเห็นบุคลากรที่ไม่ใช่แพทย์มาประกอบ ข้อมูลไทยเป็นเพียงสองโรงพยาบาลและไม่มี focus group จึงไม่ใช่ค่าระดับประเทศ
02

ทำไมจึงมีความสำคัญระดับโลก

งานนี้มีคุณค่าระดับโลกเพราะแสดงวิธีประเมิน AMS หลายระดับด้วยกรอบ WHO และ G-ASET ที่ใช้เทียบช่องว่างเชิงปฏิบัติในประเทศรายได้ปานกลางได้โดยไม่ลดปัญหาให้เหลือพฤติกรรมผู้สั่งยาเพียงอย่างเดียว ผลสนับสนุนการลงทุนพร้อมกันในแนวทางรักษา คน ห้องแล็บ ระบบข้อมูล เงินสนับสนุน และการสื่อสารกับผู้ป่วย โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดเล็กและบริการปฐมภูมิ อย่างไรก็ดี งานนี้เป็นการทำแผนที่ implementation ไม่ใช่การประเมินประสิทธิผล จึงต้องตามด้วยการทดลองหรืออนุกรมเวลาเพื่อวัดการใช้ยา ความเหมาะสมของใบสั่ง เชื้อดื้อยา ต้นทุน และผลลัพธ์ผู้ป่วย

03

บทบาทของนักวิจัยไทย

Direk Limmathurotsakul จาก MORU คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมด้านแนวคิด วิธีวิจัย การจัดหาทุน การจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ การสอบสวน การกำกับ และทบทวนต้นฉบับ ส่วน Anucha Apisarnthanarak จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้านการสอบสวน การกำกับ และทบทวนต้นฉบับ ทั้งสองไม่ใช่ผู้เขียนประสานงานตามข้อมูลสำนักพิมพ์ การศึกษารวมโรงพยาบาลไทย 2 แห่ง ผู้เข้าร่วมไทย 47 คน และผ่านจริยธรรมคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เลขที่ MUTM 2022-017-02

04

ข้อจำกัดที่ควรรู้

โรงพยาบาลเพียง 16 แห่งถูกเลือกด้วยเครือข่ายความร่วมมือเดิม และบุคลากรใช้ convenience sampling จึงไม่เป็นตัวแทนระดับประเทศ ผลหลายส่วนเป็น self-report อาจเกิด selection และ social-desirability bias และไม่ได้ตรวจทุกกิจกรรมด้วยการสังเกตหรือ audit อิสระ Focus group ทำใน 11 โรงพยาบาลของอินโดนีเซีย เนปาล และเวียดนาม แต่ทำไม่ได้ในไทย จึงไม่มีข้อมูลเชิงคุณภาพระดับผู้ให้บริการจากไทย การสำรวจ KAP เกิดหลังการอภิปราย G-ASET บางส่วนจึงอาจมี priming ปัจจัยอ่อนไหว เช่น แรงจูงใจจากอุตสาหกรรมยา อาจไม่ถูกเปิดเผย กรอบระดับชาติเดียวไม่ครอบคลุมการบริโภคยาทั้งหมด และ regression จากโรงพยาบาลจำนวนน้อยเป็นเพียง hypothesis-generating การออกแบบภาคตัดขวางไม่พิสูจน์เหตุและผลหรือผลต่อเชื้อดื้อยาและผู้ป่วย

05

ตรวจสอบแหล่งต้นทาง

The Lancet Regional Health – Southeast Asiaอ่านบทความต้นฉบับใน The Lancet Regional Health – Southeast Asia

DOI: 10.1016/j.lansea.2026.100837

KEEP EXPLORING

งานวิจัยไทยที่น่าติดตามต่อ