ข้อมูลจากบทคัดย่อ
ยังไม่มีสรุปภาษาไทยสำหรับระเบียนนี้
ด้านล่างเป็นบทคัดย่อต้นฉบับภาษาอังกฤษจากข้อมูลบรรณานุกรม โปรดตรวจบทความต้นฉบับก่อนอ้างอิง
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการด้านการจัดการเรียนการสอน ที่ส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ออนไลน์ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีเทคนิคเกมิฟิเคชันและการเสริมศักยภาพทางการเรียน เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหา และ3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ จากเอกสาร งานวิจัย และแบบสอบถามจากนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 400 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญ 7 คน และประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ระยะที่ 3 ผลการประเมินความเหมาะสมของบทเรียนออนไลน์ และนำไปทดลองใช้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ โดยเปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มทดลอง กับกลุ่มควบคุมโดยใช้ค่าสถิติ t-test แบบ one samplet-test ผลการวิจัย: ระยะที่ 1 การส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาปริญญาตรีจำเป็นต้องมีการพัฒนาหลายด้านมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น อยู่ในระดับจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพัฒนา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญ 7 คน และประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ผลการพัฒนาได้รูปแบบการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ออนไลน์ 2) ด้านการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานที่มีเทคนิคเกมิฟิเคชัน 3) ด้านการส่งเสริมศักยภาพทางการคิดแก้ปัญหา และ 4) ด้านการวัดและประเมินผล ผลการประเมินพบว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมากในทุกด้าน (bar{x} = 4.42) ระยะที่ 3 ผลการประเมินความเหมาะสมของบทเรียนออนไลน์อยู่ในระดับเหมาะสมมาก และนำไปทดลองใช้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ โดยเปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มทดลอง กับกลุ่มควบคุม พบว่า ผลคะแนนการคิดแก้ปัญหาของกลุ่มทดลองสูงกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนกลุ่มทดลองสูงกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสัมพันธ์ระหว่างการคิดแก้ปัญหากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีความสัมพันธ์เชิงบวก (r = .733) และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมาก (bar{x} = 4.31) สรุปผล: การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ผลการศึกษาพบว่า ระยะที่ 1 การส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาปริญญาตรีอยู่ในระดับจำเป็นเร่งด่วนต้องพัฒนา ระยะที่ 2 ได้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ออนไลน์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเกมิฟิเคชัน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ออนไลน์ 2) การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน 3) การส่งเสริมศักยภาพการคิดแก้ปัญหา และ 4) การวัดและประเมินผล ซึ่งมีความเหมาะสมในระดับมาก (bar{x}= 4.42) ระยะที่ 3 การทดลองใช้พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนการคิดแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสัมพันธ์ระหว่างการคิดแก้ปัญหากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นบวก (r = .733) และผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก (bar{x} = 4.31) แสดงว่ารูปแบบที่พัฒนามีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อการใช้ในระดับอุดมศึกษา
เหตุผลที่อยู่ในฐานติดตาม
ระเบียนนี้ได้รับ Impact Signal 85/100 จากความใหม่ แหล่งเผยแพร่ ความร่วมมือ และสัญญาณในข้อมูลบรรณานุกรม คะแนนนี้ใช้จัดลำดับการติดตาม ไม่ใช่การตัดสินคุณภาพงานวิจัย
ประเด็นที่เกี่ยวข้อง: Mathematics Education and Teaching Techniques · Mathematics Education and Pedagogy · Student Assessment and Feedback
บทบาทของนักวิจัยและสถาบันไทย
พิสิฐ โมกขาว · สนิท ตีเมืองซ้าย · ทรงศักดิ์ สองสนิท · Rajabhat Maha Sarakham University
ข้อจำกัดของข้อมูล
หน้านี้เป็นระเบียนบรรณานุกรมและข้อมูลจากบทคัดย่อ ยังไม่ใช่บทวิเคราะห์ฉบับเต็มหรือการประเมินคุณภาพงานวิจัย ควรตรวจสอบ DOI และเอกสารต้นฉบับก่อนนำไปอ้างอิง