Thai University RankingsRESEARCH RADAR
บทความทบทวนเชิงครอบคลุม

เศษครัสเตเชียนมีสารมูลค่าสูง แต่เทคโนโลยีสกัด ‘สีเขียว’ ยังขาด LCA และหลักฐานระดับโรงงาน

Crustacean By-Products Hold High-Value Compounds, but ‘Green’ Extraction Still Lacks LCA and Industrial Proof

บทความทบทวนนี้เปรียบเทียบการใช้กรด–ด่างและตัวทำละลายแบบดั้งเดิมกับ supercritical fluid extraction, enzymatic hydrolysis, pulsed electric fields, ultrasound, cold plasma, microwave, high-pressure processing และ deep eutectic solvents เพื่อกู้คืนสารออกฤทธิ์จากผลพลอยได้ของครัสเตเชียน ผู้เขียนสรุปว่าไม่มีเทคโนโลยีเดียวเหมาะกับทุกผลิตภัณฑ์: วิธีดั้งเดิมยังได้เปรียบด้านความง่ายและความพร้อม ส่วนวิธีใหม่อาจลดสารเคมีหรือรักษาคุณภาพสารได้ดีขึ้นแต่ติดข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ ต้นทุน พลังงาน การทำซ้ำ และการทดสอบระดับนำร่อง คุณค่าของงานจึงอยู่ที่การจัดแผนที่ทางเลือกและช่องว่าง มากกว่าการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีใด ‘ยั่งยืนที่สุด’

01

ข้อค้นพบสำคัญ

  • เปลือก หัว โครงแข็ง และน้ำทิ้งจากการแปรรูปเป็นแหล่งของไคติน/ไคโตซาน โปรตีนและเปปไทด์ ไขมันที่มี EPA/DHA แอสตาแซนธิน แร่ธาตุ เอนไซม์ และตัวยับยั้งเอนไซม์ แต่ปริมาณและคุณสมบัติแปรตามชนิดสัตว์ ฤดูกาล ส่วนของร่างกาย และกระบวนการผลิต
  • วิธีกรด–ด่างและตัวทำละลายยังแพร่หลายเพราะง่าย ให้ผลผลิตสูง และมีความพร้อมทางเทคโนโลยี แต่เสี่ยงทำลายพอลิเมอร์ ใช้สารเคมีรุนแรง และสร้างน้ำทิ้ง; วิธีเอนไซม์ให้ความจำเพาะและคุณภาพสูงกว่าในสภาวะอ่อนโยนแต่มีต้นทุนเอนไซม์และใช้เวลามาก
  • ผู้เขียนประเมินว่า ultrasound-assisted extraction เหมาะกับการใช้เป็น pretreatment หรือ process intensification ระยะใกล้ เอนไซม์เหมาะกับผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ supercritical fluid เหมาะกับไขมัน/แคโรทีนอยด์ ขณะที่ DES, pulsed electric fields และ plasma ยังต้องทดสอบระดับนำร่องมากขึ้น
  • การใช้ประโยชน์ครอบคลุมสารกันเสียและส่วนผสมฟังก์ชัน nutraceuticals วัสดุปิดแผล/นำส่งยา บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ ตัวดูดซับน้ำเสีย และ biostimulants แต่ผลิตภัณฑ์เคลือบกินได้กับ active packaging ส่วนใหญ่ยังอยู่ระดับวิจัยหรือนำร่อง และต้องควบคุมโลหะหนัก สารก่อภูมิแพ้ เชื้อจุลินทรีย์ สารตกค้าง และ migration
02

ทำไมจึงมีความสำคัญระดับโลก

การเปลี่ยนเศษจากอุตสาหกรรมกุ้ง ปู และล็อบสเตอร์เป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิดใน biorefinery เดียวอาจลดภาระของเสียและเพิ่มรายได้ในเศรษฐกิจสีน้ำเงิน โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตอาหารทะเล อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนไม่ควรอนุมานจากการลดตัวทำละลายเพียงตัวเดียว การเลือกเทคโนโลยีต้องเทียบ mass/energy balance การกู้คืนตัวทำละลายและเอนไซม์ carbon footprint, LCA, techno-economic analysis, ความปลอดภัย มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และเส้นทางกำกับดูแลกับวิธีฐานเดิม จึงจะบอกได้ว่าระบบใดลดผลกระทบจริงในระดับโรงงาน

03

บทบาทของนักวิจัยไทย

Akanksha R. Gautam, Soottawat Benjakul, Rattikarn Boonchoosri และ Avtar Singh มีสังกัดศูนย์ ICE-SSI มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ส่วน Nilesh Nirmal สังกัดสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล CRediT ของผู้จัดพิมพ์ระบุว่า Gautam รับผิดชอบร่างต้นฉบับ ซอฟต์แวร์ การดูแลข้อมูล การสืบค้น/ตรวจสอบ และ validation; Benjakul ดูแลข้อมูล กำกับงาน และทบทวนแก้ไข; Boonchoosri ทำซอฟต์แวร์ validation และทบทวนแก้ไข; Nirmal ดูแลข้อมูล การสืบค้น/ตรวจสอบ validation และทบทวนแก้ไข; Singh ซึ่งเป็นผู้เขียนติดต่อ รับผิดชอบแนวคิด การสืบค้น กำกับงาน และทบทวนแก้ไข สถาบันไทยจึงเป็นแกนทั้งด้าน conceptualization การสังเคราะห์ข้อมูล และ supervision

04

ข้อจำกัดที่ควรรู้

การทบทวนไม่แสดง protocol การค้นและคัดเลือก จึงประเมินความครบถ้วน selection bias และความเสี่ยงอคติของงานต้นทางไม่ได้ ตัวเลขประสิทธิภาพมาจากการทดลองที่ต่างกันมากทั้งชนิดวัตถุดิบ pretreatment สเกล ตัวทำละลาย และตัวชี้วัด จึงไม่เหมาะนำมาเปรียบเทียบตรงหรือสรุปขนาดผลรวม หลักฐานจำนวนมากอยู่ระดับห้องปฏิบัติการและรายงาน yield/คุณสมบัติมากกว่าความสม่ำเสมอ ต้นทุน พลังงาน solvent recovery และการเดินระบบระยะยาว อีกทั้งบทความไม่ได้ทำ LCA, TEA หรือการทดสอบความปลอดภัยใหม่เอง จึงยังยืนยันไม่ได้ว่าวิธีที่เรียกว่าสีเขียวมีผลกระทบต่ำกว่าวิธีดั้งเดิมในโรงงานจริง

05

ตรวจสอบแหล่งต้นทาง

International Journal of Molecular Sciencesอ่านบทความทบทวนต้นฉบับใน International Journal of Molecular Sciences

DOI: 10.3390/ijms27156959

KEEP EXPLORING

งานวิจัยไทยที่น่าติดตามต่อ