งานทดลองเปรียบเทียบปุ๋ยหมักตอซังข้าวร่วมกับหินฟอสเฟตและมูลโค พบว่าสูตร CP4 ซึ่งมีตอซัง 40% หินฟอสเฟต 30% และมูลโค 30% ให้สมบัติปุ๋ยหมักดีที่สุดและทำให้ฟอสฟอรัสที่ใช้ได้ในดินหลังปลูกสูงถึง 97.1 mg/kg การใช้ปุ๋ยหมักเพิ่ม phosphorus activation coefficient และ very labile carbon เมื่อเทียบ control แต่สูตรปุ๋ยหมักต่างกันไม่ทำให้ผลผลิตฝักหรือการดูด N/P ต่างกันเอง จึงควรตีความเป็นผลต่อดินมากกว่าหลักฐานเพิ่มผลผลิตของสูตรใดสูตรหนึ่ง
ข้อค้นพบสำคัญ
- CP4 (40% ตอซัง:30% หินฟอสเฟต:30% มูลโค) มีสมบัติเด่นและให้ available P 97.1 mg/kg สูตรต่างกันไม่ทำให้ pod yield หรือ N/P uptake ต่างกัน แต่กลุ่มปุ๋ยหมักต่างจาก control การใช้ปุ๋ยหมักเพิ่ม PAC และ active carbon โดยเฉพาะ very labile fraction
ทำไมจึงมีความสำคัญระดับโลก
แนวทางอาจช่วยลดการเผาตอซังและฟื้นฟูดินในระบบข้าว–พืชผัก แต่ต้องประเมินต้นทุน โลจิสติกส์ ก๊าซเรือนกระจกระหว่างหมัก ความเสี่ยงเชื้อโรค และผลหลายฤดูกาลก่อนแนะนำในวงกว้าง
บทบาทของนักวิจัยไทย
Saychol Sukyankij จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาศึกษาวัสดุเหลือจากนาข้าวของไทยและผลต่อดินโดยตรง เป็นงานที่เชื่อมปัญหาการจัดการเศษพืชกับการหมุนเวียนธาตุอาหารในท้องถิ่น
ข้อจำกัดที่ควรรู้
รายละเอียดตัวอย่างและสถิติในบทคัดย่อจำกัด ผลผลิตทดลองหนึ่งรอบอาจไม่สะท้อนสภาพแปลงจริง การเพิ่ม very labile carbon อาจปลดปล่อยเร็วและไม่เท่ากับกักคาร์บอนระยะยาว หินฟอสเฟตและมูลโคต่างแหล่งมีองค์ประกอบไม่เหมือนกัน