Thai University RankingsRESEARCH RADAR
หลักฐานภาคตัดขวาง

นิยามแบบไวพบผู้ตอบ 79.7% มีพฤติกรรมใช้ยาแก้ปวดไม่เหมาะสมอย่างน้อยหนึ่งข้อ โดยการแบ่งยาพบมากที่สุด 71.2%

Analgesic self-medication among university students and staff in Thailand: Prevalence and factors associated with inappropriate use

การสำรวจภาคตัดขวางนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 423 คนพบว่า 337 คนหรือ 79.7% ตอบว่า “บางครั้ง” หรือ “เป็นประจำ” ต่อพฤติกรรมเสี่ยงอย่างน้อยหนึ่งในห้าข้อ จึงถูกจัดว่าใช้ยาแก้ปวดไม่เหมาะสม การแบ่งยาให้ผู้อื่นพบ 71.2% ตามด้วยใช้ยาแก้ปวดหลายชนิดพร้อมกัน 23.6%, ใช้เกินขนาด 16.1%, เกินความถี่ 15.4% และเกินเจ็ดวัน 11.3% คะแนนทัศนคติที่เหมาะสมขึ้นหนึ่งจุดสัมพันธ์กับ odds ต่ำลง (aOR .919, 95% CI .871–.970) ส่วนการใช้ยาแก้ปวดในหกเดือนล่าสุดสัมพันธ์กับ odds สูงขึ้น (aOR 2.889, 95% CI 1.485–5.620) คะแนนความรู้ไม่สัมพันธ์อย่างอิสระ ผลนี้ไม่ใช่อัตราอันตรายทางคลินิกและไม่พิสูจน์ว่าการเปลี่ยนทัศนคติจะเปลี่ยนพฤติกรรม

01

ข้อค้นพบสำคัญ

  • ผู้ตอบ 337 จาก 423 คน (79.7%) เข้าเกณฑ์อย่างน้อยหนึ่งพฤติกรรมเสี่ยง โดยตัวนิยามให้ค่าน้ำหนักเท่ากันกับการตอบบางครั้งหรือเป็นประจำ
  • การแบ่งยาแก้ปวดพบ 71.2%, ใช้หลายชนิดพร้อมกัน 23.6%, เกินขนาด 16.1%, เกินความถี่ 15.4% และใช้นานเกินเจ็ดวัน 11.3%
  • คะแนนความรู้เฉลี่ย 6.19±2.26 จาก 10; ความเข้าใจข้อห้าม NSAIDs ต่ำ โดยตอบถูก 37.4% สำหรับแผล/GERD, 40.2% สำหรับการตั้งครรภ์ และ 45.2% สำหรับโรคไต
  • ในโมเดลปรับร่วม คะแนนทัศนคติสัมพันธ์กับ odds ต่ำลงต่อหนึ่งจุด (aOR .919, 95% CI .871–.970, p=.002) และ recent use สัมพันธ์กับ odds สูงขึ้น (aOR 2.889, 95% CI 1.485–5.620, p=.002); Nagelkerke R²=.075
  • คะแนนความรู้ เพศ สถานะนักศึกษา/บุคลากร และการมีญาติหรือคนใกล้ชิดเป็นบุคลากรสุขภาพไม่สัมพันธ์อย่างอิสระ; บุคลากรมีความรู้สูงกว่านักศึกษา 6.73 เทียบ 5.99 (p=.005) แต่ classification ไม่ต่าง
02

ทำไมจึงมีความสำคัญระดับโลก

การแบ่งยา การใช้ยาซ้ำซ้อน และข้อห้าม NSAIDs เป็นเป้าหมายความปลอดภัยที่พบได้ในมหาวิทยาลัยทั่วโลก งานนี้ชี้ว่า campaign ให้ข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอและควรทดลองการสื่อสารความเสี่ยง การตรวจชื่อสามัญซ้ำ การปรึกษาเภสัชกร และบรรทัดฐานไม่แบ่งยา แต่การออกแบบ intervention ต้องวัดพฤติกรรมและเหตุไม่พึงประสงค์จริง ไม่ใช่อาศัยทัศนคติหรือ classification จากแบบสอบถามเพียงอย่างเดียว

03

บทบาทของนักวิจัยไทย

นักวิจัยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพัฒนาและทดสอบเครื่องมือในบริบทมหาวิทยาลัยไทย พร้อมแยกพฤติกรรมรายข้อแทนการรายงานคะแนนรวมอย่างเดียว ข้อมูลเผยให้เห็นทั้งการแบ่งยาที่แพร่หลายและช่องว่างเรื่อง NSAIDs ซึ่งนำไปออกแบบบริการเภสัชกรและศูนย์สุขภาพในมหาวิทยาลัยได้

04

ข้อจำกัดที่ควรรู้

เป็นการสำรวจภาคตัดขวางจากมหาวิทยาลัยเดียว ใช้ convenience/self-selection ผ่านอีเมลและรายงานตนเอง จึงมี recall และ social-desirability bias; ผู้หญิง 75.9% และนักศึกษา 73.8% ทำให้ representativeness จำกัด นิยาม 79.7% จับเพียงการมีอย่างน้อยหนึ่งพฤติกรรม ไม่บอกความถี่ ความรุนแรง ผลเสีย หรือบริบทที่อาจเหมาะสม behavior α=.70 อยู่ระดับพอใช้ โมเดลอธิบายความแปรปรวนต่ำ (Nagelkerke R²=.075) และ recent use ให้โอกาสพบพฤติกรรมมากกว่าโดยโครงสร้าง จึงไม่ใช่ปัจจัยเหตุ ไม่มีข้อมูลจ่าย/ซื้อยา หรือผลทางคลินิกยืนยันคำตอบ

05

ตรวจสอบแหล่งต้นทาง

PharmaciaPharmacia (Pensoft)↗

DOI: 10.3897/pharmacia.73.e202864

KEEP EXPLORING

งานวิจัยไทยที่น่าติดตามต่อ