งานวิจัยใน 42 หมู่บ้านของเมืองเลชี เขตปกครองตนเองนากา ประเทศเมียนมา พบว่าพื้นที่ไร่หมุนเวียนหรือ jhum ซึ่งรัฐมักจัดเป็นพื้นที่ว่างหรือเสื่อมโทรม กลับเป็นประเภทการใช้ที่ดินที่ชุมชนเห็นว่ามีหน้าที่หลากหลายที่สุด ทั้งอาหาร ยา วัสดุก่อสร้าง และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ป่า สวนครัว และนาขั้นบันไดไม่ได้แยกขาด แต่เสริมกันเป็นภูมิทัศน์ที่รองรับความมั่นคงอาหาร รายได้ และความยืดหยุ่นของครัวเรือน ผลชี้ความไม่สอดคล้องระหว่างกรอบกำกับที่ดินเชิงเทคนิคกับความรู้ของชนพื้นเมือง แต่ไม่ใช่การพิสูจน์ประสิทธิภาพเชิงนิเวศด้วยการตรวจวัดชีวกายภาพ
ข้อค้นพบสำคัญ
- ไร่หมุนเวียนถูกให้คะแนนว่าเป็นประเภทที่ดินอเนกประโยชน์ที่สุดและให้ผลิตภัณฑ์เพื่อการดำรงชีพหลากหลายที่สุด
- ป่าและสวนครัวเสริมไร่หมุนเวียนด้านความหลากหลายอาหารและรายได้ จึงควรมองเป็นระบบภูมิทัศน์ที่เชื่อมโยงกัน
- การเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่าว่างหรือเสื่อมโทรมอาจทำให้คุณค่าด้านอาหาร ยา วัสดุ และวัฒนธรรมของชุมชนถูกมองข้าม
ทำไมจึงมีความสำคัญระดับโลก
งานสนับสนุนการออกแบบนโยบายที่ดินและการอนุรักษ์ซึ่งรับรองสิทธิและความรู้ของชนพื้นเมือง แทนการใช้หมวดพื้นที่แบบเดียวตัดสินความยั่งยืน ภูมิทัศน์อเนกประโยชน์อาจช่วยให้เป้าหมายความมั่นคงอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความเป็นธรรมด้านที่ดินเดินร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนนโยบายควรเสริมด้วยข้อมูลการใช้ที่ดินระยะยาว การตรวจวัดระบบนิเวศ และการมีส่วนร่วมที่ครอบคลุมผู้หญิง เยาวชน และกลุ่มชายขอบ
บทบาทของนักวิจัยไทย
Athong Makury และ Arkar Soe Htet จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ร่วมวิจัยในทีมสหสถาบันซึ่งทำงานกับชุมชนนากาในเมียนมา บทบาทของสถาบันไทยเชื่อมความเชี่ยวชาญชายแดนและภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกับการวิจัยสิทธิที่ดิน ความรู้ชนพื้นเมือง และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยหัวใจของหลักฐานยังคงเป็นเสียงของชุมชนเจ้าของพื้นที่
ข้อจำกัดที่ควรรู้
ผู้เขียนระบุว่าผลสะท้อนความรู้ การใช้ และความสำคัญที่ชุมชนรายงาน ไม่ใช่การวัดระบบนิเวศโดยตรง การสนทนากลุ่มมักมีผู้ชายมากกว่าเนื่องจากโครงสร้างการปกครองหมู่บ้าน แม้พยายามรวมผู้หญิง เยาวชน และกลุ่มชายขอบ การใช้หมวดการใช้ที่ดินภาษาอังกฤษแบบมาตรฐานช่วยเปรียบเทียบหมู่บ้านแต่ลดทอนความละเอียดของคำจำแนกในกลุ่มนากาต่าง ๆ และงานชาติพันธุ์วรรณนาที่ลึกกว่าจะจำเป็นสำหรับความหมายเฉพาะท้องถิ่น