การศึกษาชาวมุสลิมไทย 233 คนจาก 8 ชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชใช้ PLS-SEM ทดสอบแบบจำลองธรรมาภิบาลสุขภาพชุมชนเพื่อการป้องกันโควิด-19 บริการสุขภาพปฐมภูมิสัมพันธ์กับแรงสนับสนุนทางสังคม สถานะโภชนาการชุมชน และความไว้วางใจของประชาชน ขณะที่โภชนาการชุมชนมีความสัมพันธ์โดยตรงสูงสุดกับการปฏิบัติตามมาตรการ และการปฏิบัติตามมาตรการเชื่อมกับความไว้วางใจ แบบจำลองอธิบายความแปรปรวนของ compliance 41.5% และ trust 49.0% ผลสนับสนุนการออกแบบระบบที่ไวต่อวัฒนธรรม แต่เป็นแบบสำรวจภาคตัดขวาง จึงไม่ยืนยันว่าปัจจัยหนึ่งทำให้อีกปัจจัยเปลี่ยน
ข้อค้นพบสำคัญ
- แบบจำลองผ่านเกณฑ์ความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรงที่ผู้เขียนใช้ โดยมี SRMR=0.082 และ Q² มากกว่า 0 สำหรับตัวแปรภายในทั้งหมด
- บริการสุขภาพปฐมภูมิสัมพันธ์กับแรงสนับสนุนทางสังคม β=0.541, p
- สถานะโภชนาการชุมชนมีความสัมพันธ์โดยตรงสูงสุดกับการปฏิบัติตามมาตรการ β=0.509, p
- การปฏิบัติตามมาตรการสัมพันธ์กับความไว้วางใจ β=0.297, p
ทำไมจึงมีความสำคัญระดับโลก
แบบจำลองเสนอว่าการเตรียมพร้อมโรคระบาดในชุมชนวัฒนธรรมเฉพาะไม่ควรจำกัดเพียงการเข้าถึงบริการ แต่ควรเชื่อมความมั่นคงอาหาร การสื่อสารที่โปร่งใส ผู้นำศาสนา อาสาสมัครสุขภาพ และความไว้วางใจเข้าด้วยกัน แนวคิดนี้อาจใช้สร้างสมมติฐานในพื้นที่อื่นได้ แต่สัมประสิทธิ์จากชุมชนเดียวไม่ใช่ค่ามาตรฐานสากลและต้องทดสอบด้วยข้อมูลตามเวลาและการประเมินโครงการจริง
บทบาทของนักวิจัยไทย
Sujira Wichaidit, Rachadaporn Jantasuwan และ Urai Jaraeprapal มีสังกัดสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์และศูนย์ความเป็นเลิศด้านการส่งเสริมสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ส่วน Usa Nuampet สังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทีมไทยร่วมกับ Desmawati จากอินโดนีเซียสร้างหลักฐานโดยตรงจาก 8 ชุมชนมุสลิมในนครศรีธรรมราช
ข้อจำกัดที่ควรรู้
การออกแบบภาคตัดขวางวัดตัวแปรในช่วงเดียว จึงไม่บอกทิศทางเหตุและผลหรือว่าการเปลี่ยนบริการ โภชนาการ หรือแรงสนับสนุนจะเพิ่ม compliance และ trust จริง ข้อมูลรายงานตนเองเสี่ยง common-method และ social-desirability bias กลุ่มตัวอย่าง 233 คนจาก 8 ชุมชนในจังหวัดเดียวจำกัดการขยายผลไปยังชุมชนมุสลิมหรือกลุ่มวัฒนธรรมอื่น ค่า Q² และ SRMR แสดงสมรรถนะภายในแบบจำลอง ไม่ใช่การพยากรณ์ภายนอกหรือหลักฐานลดการติดเชื้อ และบริบทโควิดอาจไม่เท่ากับภาวะฉุกเฉินครั้งถัดไป